วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตั้งค่าการแจ้งเตือน (Notification Center)


สำหรับผู้ใช้งาน iPhone ระบบปฏิบัติการ iOS 5 ขึ้นไปจะต้องเจอกับระบบการแจ้งเตือน (Notification Center) แบบใหม่ ที่โดดเด่นและใช้งานได้สะดวกกว่าเดิม โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกรูปแบบตำแหน่งให้แสดงการแจ้งเตือนที่แสดงอยู่บนหน้าจอได้ รวมไปถึงควบคุมการแจ้งเตือนจากแอพพลิเคชั่นได้ง่ายยิ่งขึ้น การตั้งค่ารูปแบบ Notification Center บน iOS 5 ผู้ใช้งานสามารถเลือกได้ทั้งแบบหน้าต่างแจ้งเตือนหรือจะตั้งค่าเป็นแถบที่เรียกว่า Banner ก็ได้ ส่วนขั้นตอนการตั้งค่าการแจ้งเตือนมีอะไรบ้างนั้น มาติดตามกันเลยครับ 
วิธีตั้งค่าการแจ้งเตือน (Notification Center)
1. แตะไอคอน Settings (ตั้งค่า) > Notifications (การแจ้ง)

 
 
2. หน้าตั้งค่า Notification โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
2.1 กำหนดลำดับการแจ้งเตือน ได้ทั้งแบบกำหนดเองและตามเวลา หากต้องการจัดลำดับการแจ้งเตือนให้แตะปุ่ม Edit (แก้ไข)
2.2 In Notification Center แอพพลิเคชั่นที่แจ้งเตือนผ่าน Notification Center
2.3  Not In Notification Center แอพพลิเคชั่นที่ไม่แจ้งเตือนผ่าน Notification Center
3. ตั้งค่ารูปแบบการแจ้งเตือนแอพพลิเคชั่น โดยแตะเข้าไปยังแอพพลิเคชั่นที่ต้องการ แบ่งออกเป็น 3 ส่วน
3.1 เปิด-ปิดการแจ้งเตือนของแอพฯ ผ่าน Notification Center  และจำนวนการเตือนล่าสุด

3.2 รูปแบบการแจ้งเตือนบนหน้าจอ เลือกได้ 3 แบบ คือ ไม่แสดง, แบบป้ายประกาศ, การเตือนเป็นข้อความบนตรงกลางหน้าจอ

3.3 ตั้งค่าการแสดงผลการแจ้งเตือน เช่น เสียงเตือน, แสดงจำนวนที่ไอคอนแอพฯ และแสดงการแจ้งเตือนผ่านหน้าจอ Lock Screen

4. แตะด้านบนหน้าจอแล้วลากลงมาด้านล่าง เพื่อดูการแจ้งเตือนทั้งหมด (Notification Center)

วิธีเปลี่ยนรหัสผ่านและแก้ไขข้อมูล Apple ID ผ่าน iPhone


ครั้งก่อนได้แนะนำวิธีเปลี่ยนรหัสผ่านและแก้ไขข้อมูลใน Apple ID ผ่านเว็บไซต์ไปแล้ว สำหรับผู้ใช้งานที่ไม่สะดวกใช้งานผ่านเว็บไซต์ สามารถแก้ไขข้อมูลและเปลี่ยนรหัสผ่าน Apple ID ผ่าน iPhone, iPad และ iPod ซึ่งสามารถแก้ไขรหัสผ่าน, อีเมล, แก้ไขชื่อ ที่อยู่และเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ เป็นต้น เหมือนกับใช้งานบนเว็บไซต์ สำหรับขั้นตอนวิธีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ครับ 
วิธีเปลี่ยนรหัสผ่านและแก้ไขข้อมูล Apple ID ผ่าน iPhone
1. เปิดแอพฯ Settings (ตั้งค่า) > Store 

2. แตะตรง Apple ID (ซึ่งจะมีอีเมลแสดงอยู่) จากนั้นแตะเลือก View Apple ID (ดู Apple ID) ให้ใส่ Password เพื่อล็อกอินเข้าใช้งาน

3. แตะเลือกตรง Apple ID จากนั้นเปลี่ยนรหัสผ่านที่ต้องการ เสร็จแล้วแตะปุ่ม Done (เสร็จ)

4. นอกจากนี้ยังสามารถแก้ไขข้อมูลอื่น ๆ ได้ โดยแตะที่ Payment Information เพื่อแก้ไขข้อมูลการจ่ายเงินซื้อแอพฯ หรือเพิ่มเลขบัตรเครดิตได้

พาชมสำนักงานของ Google กรุงลอนดอน, ที่ทำงานในฝันของใครหลายคน !!

google 

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินชื่อเสียงและอยากเข้าทำงานกับบริษัทกูเกิล ซึ่งสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นและดึงดูดให้พนักงานกูเกิลทุกคนมีความสุขกับงานก็คือ สภาพแวดล้อมของสำนักงานที่มีการตกแต่งได้แหวกแนว และมีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน
วันนี้ผมก็มีแกลเลอรี่ภาพสำนักงานของกูเกิลที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษมาให้ท่านผู้ชมทุกท่านได้ดูด้วย โดยภาพชุดนี้ถ่ายโดยช่างภาพนามว่า Martin Varsavsky จะสวยและอลังการณ์แค่ไหน เชิญชมครับ…
ที่มา – refinedguy

วิธีตั้งค่าเชื่อมต่ออีเมล @outlook.com ให้ใช้งานร่วมกับ Gmail ได้ในที่เดียว


ถึงแม้ชื่ออีเมลใหม่จะสั้นและสวยถูกใจเรา (รวมถึงผมด้วย) แต่เดิมทีนั้นผมก็ใช้ Gmail เป็นหลักอยู่แล้ว หากจะมีเมลใหม่เป็น @outlook.com มาเพิ่ม คงเพิ่มงานและภาระหน้าที่การเช็คเมลอีกบัญชีอีกไม่น้อย ดังนั้นวันนี้ผมจะขอนำเสนอการรวม Outlook Mail เข้ากับ Gmail เพื่อให้สามารถรับและส่งอีเมลของ @outlook.com ได้ผ่านหน้าอีเมลของ Gmail (2 Email in 1 Inbox)

วิธีตั้งค่า

ล็อกอินเข้า Gmail แล้วเข้าไปที่ Settings แล้วคลิกที่แท็บ Account and Import
คลิกที่ Import from another Address
จะมีหน้าต่างขึ้นมา ให้ใส่อีเมล @outlook.com ของเราเข้าไป
ใส่รหัสผ่าน และกด Continue
แล้วกด Start import
เป็นอันเสร็จการตั้งค่าเชื่อ Inbox
ต่อไปนี้เวลามีคนส่งอีเมลมาให้เราในชื่อเมล @outlook.com อีเมลดังกล่าวกล่าวก็จะเข้ามาที่กล่องเข้าใน Gmail ของเราด้วย ไม่จำเป็นต้องไปเปิดที่หน้าเว็บของ Outlook
ดูภาพตัวอย่างครับ เวลามีคนส่งเมลมาหาเมล Outlook.com ของผม อีเมลนั้นก็จะถูกส่งมาที่ Gmail อัตโนมัติ
ต่อไปเป็นการตั้งค่าให้เราสามารถส่งอีเมลออกไปหาเมลอื่นในนามอีเมล @outlook.com ด้วย Gmail ของเรา
เข้าไปที่หน้า Settings ของ Gmail แล้วคลิกที่แท็บ Account and Import ตรงหัวข้อ Send mail as: ให้คลิกที่ Add another email address you own
จัมีหน้าต่างขึ้นมา ให้กรอกอีเมล Outlook ของเรา
ทำตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ จากนั้นทาง Gmail จะส่งรหัสยืนยันไปที่ Gmail ของเรา ให้นำรหัสนั้นมากรอกให้ขั้นตอนการตั้งค่าเสร็จสมบูรณ์
เพียงเท่านี้เราก็สามารถส่งอีเมลหรือตอบกลับเมลที่อยู่ใน Inbox ของ Gmail เราในนามอีเมลของ Outlook.com ได้
เป็นอันเสร็จการตั้งค่าใช้อีเมลสองชื่อ (Gmail กับ Outlook) ในกล่องเมลเดียวกันสมบูรณ์แล้ว ทำให้ตอนนี้ผมสามารถใช้งาน Outlook Mail ผ่าน Gmail ได้แบบสมบูรณ์ทั้งรับ-ทั้งส่ง // หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ทุกท่านครับ :)
ปล.วิธีนี้สามารถทำได้กับอีเมลที่อื่นๆ ด้วยนะครับ ไม่เฉพาะ Outlook.com

วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555

Luminox Men's 8362 EVO Ultimate SEAL Chronograph Watch ของแท้สั่งตรงจากเมืองนอก

Luminox 8362 EVO Ultimate SEAL Chronograph Watch 


Item Shape: round 
Dial window material type: anti-reflective-scratch-resistant-sapphire 
Display Type: analog 
Clasp: fold-over-clasp-with-safety 
Case material: stainless-steel 
Case diameter: 43 millimeters 
Case Thickness: 13 millimeters 
Band material: stainless-steel 
Band length: mens 
Band width: 23 millimeters 
Band Color: black 
Dial color: black 
Bezel material: stainless-steel 
Bezel Function: unidirectional 
Calendar: Date 
Special Features: luminous, chronograph, second-hand, tachometer, shock-resistant 
item-weight: 10.40 Ounces 
Movement: swiss-quartz 
Water resistant depth: 660 Feet

ราคา $750.00 สั่งซื้อสินค้าได้ที่นี้ Amazon.com

ประชันความคมชัดของกล้อง iPhone 5 vs Canon 5D Mark III


หลังจากที่ออกวางขายได้ไม่นาน iPhone 5 ก็ได้รับสมยานามว่าเป็นกล้องที่ทรงพลังที่สุดในSmartphone เลยทีเดียว
แต่ความจริงแล้วก็ไม่ได้มีข้อแตกต่างอะไรมากกับกล้องของรุ่น 4S เพราะความคมชัดอยู่ที่ 8MP (3264x2448) แถมยังสามารถถ่ายวิดิโอเป็น Full HD (1920x1080) ได้อีกด้วย


ซึ่งเราคงเห็นการเปรียบเทียบการถ่ายภาพประชัดความชัดของ  iPhone 5 ปะทะ iPhone 4,4S หรือกับค่ายอื่นๆอย่างGalaxy S III, One X และ Lumia 920 ไปแล้ว แต่วันนีเราจะเอาเจ้า  iPhone 5 ไปเทียบชั้นกับกล้องโปรอย่างCanon 5D Mark III กันไปเลย ว่าความคมชัดของ Smartphone จะสามารถเทียบชั้น กล้องโปรได้รึไม่
ซึ่งผลออกมาด้วความชัดของกล้อง 22.3MP ของ Canon 5D Mark III เห็นได้ชัดเลยว่าภาพนั้นออกมาดูดีกว่า ในรายละเอียดและสีที่ตรงกับความเป็นจริงมากกว่า แต่ก็ถือว่าความเจ๋งของ iPhone 5 นั้นก็ไม่ได้แย่เลย เพราะว่าความละเอียดก็ดูดีไม่ได้น่าเกลียดอะไร ถ้าวัดกันจากราคาของตัวเครื่องแล้ว