วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2555

SAN คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไร?



ข้อมูล (Information) เปรียบเสมือนสินทรัพย์ที่ทรงคุณค่าขององค์กรธุรกิจ และเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการประมวลผล (Computing) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเก็บลงบนสื่อสำหรับเก็บข้อมูล (Media Storage) และถูกดึงมาใช้ด้วยโปรแกรม Application ต่าง ๆ ทั้งแบบที่ประมวลผลอยู่บนเครื่อง Server และเครื่องลูกข่าย (Client) และด้วยความที่ข้อมูลมีการจัดเก็บเพิ่มขึ้นและมีการเรียกใช้แทบทุกวินาที ดังนั้นข้อมูลจึงเปรียบเสมือนเงินทุนหมุนเวียนของธุรกิจด้วย
ข้อมูลในองค์กรธุรกิจได้ ทวีความสำคัญและเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างยิ่งยวด (Exponentially)  ดังนั้นองค์กรต่าง ๆ จึงพยายามสรรหาวิธีการในการจัดเก็บข้อมูลที่ใช้ประโยชน์ได้เต็มขีดความ สามารถ (Capacity) ของระบบ ขนาดความจุที่เหมาะสม (Scalability) และมีความยืดหยุ่น (Flexibility) สูง ในขณะที่การควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บข้อมูลสามารถควบคุมได้ ซึ่งประเด็นความท้าทายหลักอยู่ที่การบริการจัดการข้อมูลและต้นทุนในการจัด เก็บข้อมูลไปด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยความท้าทายต่าง ๆ เหล่านี้ประกอบด้วย
         1. การเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของข้อมูล (Dramatic Growth in Data) ที่รวมทั้งข้อมูลรายการธุรกรรม (Transaction Data) และข้อมูลอ้างอิง (Reference Data)
         2. ข้อกำหนด (Requirements) ที่เพิ่มมากขึ้นในการจัดเก็บข้อมูลเพื่อให้พร้อมสำหรับการเรียกใช้งานและ สามารถกู้ข้อมูล (Data Recovery) ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นหลักประกันให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้และสามารถกอบกู้ระบบจาก ภัยพิบัติต่าง ๆ (Disaster Recovery)
         3. ความต้องการที่จะเข้าถึงข้อมูล (Data Accessibility) จากส่วนต่าง ๆ ขององค์กร เช่น ผู้ใช้งานทั่วไป ระบบต่าง ๆ หรือโปรแกรม Application ต่าง ๆ จากทั่วทั้งองค์กร ซึ่งจะก่อให้เกิดการประสานสอดคล้องกัน (Collaboration) ที่ดีขึ้น และเกิดการพัฒนาขีดความสามารถ (Capability) และบริการ (Services) อันมีแรงขับดันมาจากข้อมูล (Data-Driven)

นอกเหนือจากความท้าทาย ข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว ข้อจำกัดด้านงบประมาณยังทำให้เกิดแรงผลักดันในการที่จะหาวิธีที่จะจัดเก็บ ข้อมูลที่ดีขึ้นด้วยต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง ซึ่งที่ผ่านมานิยมใช้ระบบ Direct Attach Storage (DAS) ที่เชื่อมต่อแหล่งจัดเก็บข้อมูลเสริมเข้ากับ Server หรือ Platform โดยตรง แต่มีข้อจำกัดตรงที่ DAS เหมาะสมกับระบบที่มีจำนวนของ Server หรือ Platform มากนัก และประสบปัญหาด้านต่าง ๆ เช่น การบริหารจัดการข้อมูลตามมาเมื่อมีการเพิ่มจำนวนของ Server และการเพิ่มปริมาณของข้อมูลเมื่อเวลาผ่านไป อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแบ่งปันข้อมูล (Data Sharing) ที่จำกัด เป็นต้น
รูปที่ 1 ระบบ Direct Attached Storage (DAS)
[source:
www.storagesearch.com]
จากปัญหาและข้อจำกัดของ ระบบ DAS ที่กล่าวมาข้างต้น ระบบการจัดเก็บข้อมูลในเครือข่ายหรือ Storage Area Network (SAN) ได้ถูกพัฒนาขึ้นและเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขและลดข้อจำกัดของระบบการจัดเก็บ ข้อมูลแบบ DAS ซึ่ง SAN กำลังได้รับความนิยมในวงการระบบสารสนเทศสำหรับธุรกิจ (Enterprise IT) ซึ่งองค์กรที่มีการนำระบบ SAN ต่างก็มีความต้องการที่จะลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ข้อมูลทางธุรกิจ

วิวัฒนาการของระบบ SAN
ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นและคาด การณ์ว่าจะเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างมากมายในอนาคตก่อให้เกิดความต้องการพื้นที่ ในการจัดเก็บข้อมูลที่เพิ่มขึ้นตามมา ดังนั้นเพื่อให้การบริหารจัดการข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีต้นทุนต่ำลง ในขณะที่ความต้องการในการใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสารสนเทศในองค์กรมีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยน แปลงวิธีการจัดเก็บข้อมูลแบบดั้งเดิมมาเป็นแบบเครือข่าย
ระบบ DAS ที่กล่าวมาข้างต้น (แสดงในรูปที่ 1) เป็นระบบที่เคยถูกนำมาใช้ในการตอบสนองความต้องการในการจัดเก็บข้อมูลโดยมี หลักการทั่วไป คือ การเชื่อมต่ออุปกรณ์ในการจัดเก็บข้อมูลเสริมเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้ง แบบภายใน (Internal) และแบบ Point-to-Point
ในยุคต้น ๆ ของ DAS นั้น การเชื่อมต่อแบบ Small Computer System Interface หรือ SCSI เป็นเทคนิคมาตรฐานที่นำมาใช้อย่างกว้างขวางในการเชื่อมต่อระบบคอมพิวเตอร์ กับอุปกรณ์ในการจัดเก็บข้อมูล แต่ด้วยข้อจำกัดด้านระยะทางและความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลทำให้เกิดการพัฒนา เทคโนโลยี Fibre Channel (FC) เพื่อใช้ในการส่งถ่ายข้อมูลจาก SCSI โดยมี T11 (www.t11.org) เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนามาตรฐาน Fibre Channels และ Fibre Channel Industry Association หรือ FCIA (www.fibrechannel.org) เป็นหน่วยงานในการทดสอบอุปกรณ์ที่ใช้กับ Fibre Channel และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในปัจจุบัน Fibre Channel สามารถส่งถ่ายข้อมูลได้สูงถึง 2 Gbps และอยู่ในระหว่างการพัฒนาให้สามารถส่งถ่ายข้อมูลได้ถึง 10 Gbps และในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 ได้เกิดแรงผลักดันให้เกิดความต้องการระบบการจัดเก็บข้อมูลแบบเครือข่าย เนื่องจากข้อจำกัดด้านต่าง ๆ ของระบบ DAS ดังนี้
         1. แหล่งจัดเก็บข้อมูลเป็นลักษณะเฉพาะสำหรับแต่ละระบบหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่สามารถเข้าถึงได้จากระบบหรือเครื่องคอมพิวเตอร์อื่น
         2. ผลจากข้อ 1 ทำให้เกิดการใช้แหล่งจัดเก็บข้อมูลดังกล่าวได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
         3. การสำรองข้อมูลใช้เวลานานและเป็นไปอย่างยากลำบาก
         4. การบริหารจัดการข้อมูลมีความซับซ้อนและสิ้นเปลืองทรัพยากรมาก

ปัจจัยเหล่านี้เป็นแรง ผลักดันที่นำไปสู่การพัฒนาระบบ Storage Area Network หรือ SAN (แสดงในรูปที่ 2) ซึ่งประกอบด้วย เครื่องคอมพิวเตอร์ (Hosts) และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (Storage Devices) เชื่อมต่อผ่าน Fibre Channels Switch ที่อาจมีมากกว่า 1 จุด ซึ่งในระบบ SAN โปรแกรม application ต่าง ๆ สามารถใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูลร่วมกัน
รูปที่ 2 ระบบ Storage Area Network (SAN)
[source:
www.allsan.com]
SAN เป็นวิธีใหม่ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลเข้ากับ Server ซึ่งช่วยให้การจัดเก็บข้อมูลมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สามารถหลีกเลี่ยงคอขวด (Bottleneck) จากการจราจรทางระบบเครือข่าย  ข้อมูลสามารถถ่ายโอนจาก Storage ไปยัง Server ได้โดยตรงด้วยความเร็วสูงด้วยวิธีต่าง ๆ ด้งนี้
         1. Server to storage เป็นวิธีดั้งเดิมในการทำงานร่วมกับ Storage Device ซึ่งอาจเป็นการเข้าถึง (access) แบบตามลำดับ (Serial) หรือเข้าถึงจากหลาย ๆ Server ร่วมกัน
         2. Server to Server ใช้ในกรณีที่มีการส่งถ่ายข้อมูลในประมาณสูงระหว่าง Server
         3. Storage to storage ข้อมูลสามารถถ่ายโอนระหว่าง Storage Device โดยไม่ผ่านหรือพึ่งพา Server

แรงผลักดันที่อยู่เบื้อง หลัง SAN คือ การแบ่งปันหรือการใช้งานร่วมกันของอุปกรณ์ในการจัดเก็บข้อมูลทั้งแบบ Primary Storage และ Secondary Storage, ผลผลิตของผู้ใช้งานที่ดีขึ้น และลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการข้อมูล ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนสองส่วนประกอบหลักดังนี้
         1. Storage วัตถุประสงค์ของการใช้งานร่วมกันของ storage คือ การทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์มากกว่า 1 เครื่องในระบบเครือข่ายสามารถใช้อุปกรณ์ในการเก็บข้อมูลร่วมกันได้ อันเป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บข้อมูล
         2. Data วัตถุประสงค์ของการใช้งานร่วมกันของ data คือ การทำให้ application และผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงไฟล์ข้อมูลเดียวกันได้ โดยมีความเร็วที่สูงกว่าการใช้ไฟล์ข้อมูลร่วมกันผ่านทางระบบ LAN


ประโยชน์ที่ได้รับจากระบบ SAN
ประโยชน์ที่ระบบ SAN มีต่อธุรกิจนั้น สามารถตอบสนองต่อความต้องการของการจัดเก็บข้อมูลสำหรับธุรกิจที่ข้อมูลเป็น หัวใจสำคัญที่มีผลต่อประสิทธิภาพและความสำเร็จของธุรกิจ ดังนี้
         • ค่าใช้จ่ายรวมในการครอบครองที่ต่ำกว่า (Total Cost of Ownership) ในขณะที่การลงทุนในเบื้องต้นของระบบ SAN อาจจะสูงกว่าระบบ DAS แต่ความยืดหยุ่น (Flexibility) และความเหมาะสม (Scalability) ของ SAN จะช่วยลดต้นทุนและความซับซ้อนในการบริหารจัดการข้อมูลและคุ้มค่าต่อการลงทุน ในระยะยาว อีกทั้งระบบ SAN ยังสามารถออกแบบให้เหมาะสมต่อความต้องการใช้งานเฉพาะสำหรับองค์กรในทุกระดับ และสามารถขยายขีดความสามารถได้โดยไม่ทำให้ระบบโดยรวมต้องหยุดชะงัก

         • การบริหารจัดการจากจุดเดียว (Centralized Storage Management) โดยการบริหารจัดการแหล่งจัดเก็บข้อมูลจากหลาย ๆ จุด โดยใช้เจ้าหน้าที่ดูแลระบบจำนวนไม่มากนัก ซึ่งในระบบ SAN นั้น เจ้าหน้าที่ดูแลระบบ 1 คน อาจจะสามารถบริหารจัดการได้เป็น 4-7 เท่าของเจ้าหน้าที่ดูและระบบ DAS อันเป็นการประหยัดทรัพยากรบุคคลและลดต้นทุนในการบริหารจัดการ

         • การปกป้องข้อมูลที่ดีเยี่ยม (Superior Data Protection) ด้วยโครงสร้างระบบของ SAN สามารถเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานในการสำรองและกู้ข้อมูล (Backup and Recovery) หรือการกู้ระบบจากภัยพิบัติต่าง ๆ (Disaster Recovery) ที่มีความสำคัญต่อธุรกิจ

         • การเพิ่มผลผลิตของผู้ใช้งาน (Increased User Productivity) ด้วยการลดข้อจำกัดด้านความแตกต่างทางเทคโนโลยีระหว่างข้อมูลและผู้ใช้งาน ทั่วทั้งองค์กร  SAN ช่วยให้เกิดการร่วมปฏิบัติงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายอันเป็นการสร้างผลกำไรให้องค์กร

ระบบจัดเก็บข้อมูลในเครือ ข่ายหรือ Storage Area Network (SAN) ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยมีแรงผลักดันที่จะตอบสนองความต้องการของธุรกิจที่มี พื้นฐานของการดำเนินธุรกิจและผลลัพธ์ขององค์กรอยู่บนข้อมูล (Data) เป็นปัจจัยขับดันหลัก และ SAN ก็เป็นหนึ่งในระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว  แต่อย่างไรก็ตาม การนำระบบ SAN มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ยังคงต้องอาศัยความเข้าใจฟังก์ชั่นการทำงานต่าง ๆ ของ SAN  การแปลความต้องการของผู้ใช้งานให้เป็นข้อกำหนดในการออกแบบระบบ การวางระบบและการวางแผนการบริหารจัดการข้อมูลที่ดีก็ยังคงเป็นส่วนสำคัญที่ ขาดไม่ได้ นอกเหนือจากการเลือกสรรอุปกรณ์ของระบบให้ตรงกับความต้องการใช้งานที่แท้จริง และสามารถขยายระบบได้ในอนาคต

ที่มา: Micro Computer, Vol.26, No.275, June 2008

NAS คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไร?


NAS คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไร?

NAS ประกอบด้วยอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบเฉพาะเจาะจงที่ใช้เชื่อมต่อเข้ากับระบบ เครือข่าย IP รูปแบบการเชื่อมต่อลักษณะนี้ จะสนับสนุนให้เครื่องคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่ เชื่อมต่อเข้ากับระบบเครือข่าย IP สามารถ Access หรือเข้าถึงเพื่อใช้งาน NAS ในระดับของแฟ้มข้อมูล

ระบบ NAS เป็นระบบที่ให้บริการแก่คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ในระดับของแฟ้มข้อมูล โดยเฉพาะโปรโตคอลที่จัดการเรื่องการแชร์แฟ้มข้อมูลอย่างเช่น NFS และ CIFS ซึ่งส่วนใหญ่องค์กรที่ติดตั้งอุปกรณ์ NAS นี้ก็เพื่อรองรับการจัดเก็บข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น หรือเพื่อบริหารไฟล์ข้อมูลเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันสามารถรองรับการทำงานของแอพพลิเคชันและฐานข้อมูลด้วย NAS ที่ประยุกต์การใช้งานแบบวินโดวส์ ซึ่งเราสามารถจัดการกับอุปกรณ์ประเภทนี้แบบเดียวกับวินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ทั่ว ๆ ไป

ซอฟท์แวร์สำรองข้อมูลสามารถติดตั้งลงไปในอุปกรณ์ NAS ได้โดยตรง การที่เทปไดรฟ์เชื่อมต่อโดยตรงกับอุปกรณ์ NAS ช่วยให้เราสามารถทำการสำรองข้อมูลแบบโลคอลได้ ดังนั้นระบบจึงไม่จำเป็นต้องโอนถ่ายข้อมูลสำรองผ่านเครือข่าย TCP/IP อีกต่อไป ผลที่ตามมาก็คือประสิทธิภาพในการสำรองข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้น

ทิปจาก http://www.value.co.th/

Flash BIOS แล้วเครื่องเจ๊ง

Flash BIOS แล้วเครื่องเจ๊ง ต้องเปลี่ยนเมนบอร์ดเท่านั้นจริงหรือ ??

มีหลายคนที่มักเข้าใจผิด ๆ ว่า ถ้า Flash BIOS พลาดแล้วทำให้เครื่องเจ๊ง ต้องซื้อเมนบอร์ดมาเปลี่ยนใหม่เท่านั้น จริง ๆ แล้วยังพอมีทางเยียวยาให้หายได้เหมือนเดิม คือต้องถอดชิป CMOS ไปโปรแกรมใหม่ ซึ่งสามารถใช้บริการ ได้ตามร้านซ่อมคอม ฯ ทั่วไป เสร็จแล้วก็นำชิป CMOS มาติดตั้งลงบน Socket ตามเดิม โดยขั้นตอนแรกอย่าลิมเข้าไป Load Default ใน BIOS เสียก่อน จากนั้นก็สามารถใช้งานเครื่องได้ตามปกติ ถ้าคุณไม่สามารถทำเองได้ก็ยกไปใช้ช่างทำเองทั้งหมดก็ได้ ค่าใช้จ่ายประมาณ 300-500 บาท
บทความจากเว็บไซต์ bcoms.net

Chkdsk และ Defrag เกี่ยวข้องกันอย่างไร แล้วทำไมต้องใช้

Chkdsk และ Defrag เกี่ยวข้องกันอย่างไร แล้วทำไมต้องใช้

ทั้งสองคำสั่งนี้ไม่ ได้มีความเกี่ยวข้องกันเลย Chkdsk เป็นคำสั่งที่ใช้ในการตรวจสอบดิสก์จากปัญหาของการเกิด
Cross-linked นั้นจะมาจาก Lost Chain ก่อน ซึ่ง Lost Chain นี้เป็นปัญหาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพื่อเป็นการป้องกัน
ที่ดีที่สุดก็คือการใช้ Chkdsk เสมอๆ Lost Chain อาจเกิดขึ้นได้จากการที่มีการอินเทอร์รัปต์ระหว่างที่ใช้งาน เช่น กำลัง
ใช้วินโดวส์แล้วเกิดไฟฟ้าดับ เมื่อเปิดเครื่องใหม่ก็ลองใช้คำสั่งต่อไปนี้ดูนะครับ จะพบว่ามี Lost Chain Chkdsk

ชื่อไดรฟ์ /F/V ค่า /F และ /V จะเป็นการแสดงรายชื่อของไฟล์ที่ตรวจสอบออกมาทางจอภาพและให้แก้ไขความผิดพลาด
ที่ตรวจพบด้วย ในเรื่องของ Defrag นั้นจะเป็นการจัดเรียงข้อมูลให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเพื่อจะทำให้ความเร็วใน การ
อ่านข้อมูลสามารถทำได้เร็วขึ้น เพราะข้อมูลจะมาอยู่ต่อเนื่องกัน ในการ Defrag ก็ต้องมีการเลือกรูปแบบของการ
Defrag ว่าจะทำทั้งหมดหรือทำบางส่วนถ้าใช้มานานแล้วไม่เคย Defrag เลยก็ควรจะ Defrag ทั้งหมด
บทความจากเว็บไซต์ bcoms.net

วิธีตรวจสอบเมื่ออุปกรณ์ภายนอกไม่ทำงาน

1 ตรวจสอบเองก่อนได้หรือเปล่า
ถ้าคุณเคยเจอกับปัญหาแล้วโทรไปถาม เทคนิคัลซัพพอร์ต พวกเขาชอบบอกให้คุณตรวจสอบเบื้องต้นโน่นนี่อยู่นั่นแหละ แต่เขาก็มีเหตุผลที่ดีนะ ผู้คนส่วนมากถึงมากที่สุดมักจะทำผิดโง่ๆ ซ้ำซากเหมือนกันไปหมด สายไฟก็ไม่ตรวจ สายเคเบิลก็ไม่ดู คู่มือก็ไม่ยอมอ่านอีก ฉะนั้นเนี่ย มันไม่ยากหรอก ถ้าคุณจะลองเอาโปรแกรมต่างๆ มาลงใหม่ตั้งแต่ต้นแล้วก็ลองตรวจหาข้อผิดพลาดในแต่ละส่วนด้วยตัวของคุณเอง ก่อน
2 สับขาหลอก
ลองเสียบอุปกรณ์ที่รองรับ USB เข้าไปในช่อง USB ต่างๆ ที่มีอยู่ อันนี้มันจะทำให้ Windows ติดตั้งไดรเวอร์สำหรับอุปกรณ์นั้นๆ ให้ใหม่
3 ระบบ USB
ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นชุดของช่อง ต่อที่ทำหน้าที่พูดคุยกับตัวควบคุมโฮสหลักใน PC ของคุณ คุณไปหาดูได้ว่ามันมีอะไรบ้าง ที่เซ็กชั่น USB ที่อยู่ใน Device Manager ให้ดับเบิลคลิกที่ฮับ ซึ่งตัวควบคุมโฮสหลักที่ควบคุมแบนด์วิดธ์และฮับจะรายงานระดับการใช้งานของ พลังไฟออกมาให้
ช่องต่อของระบบ USB ของคุณ ไปหามันที่ Device Manager
4หยุด! ได้เวลาราวีแล้ว!
ปัญหาของไดรเวอร์มักจะลงเอยด้วยการ กลายเป็นปัญหาระดับชาติเสมอ เช่น หน้าจอสีน้ำเงิน, อยู่ๆ ก็รีเซตตัวเอง หรือระบบถูกล็อกซะอย่างนั้น ถ้าปัญหาเหล่านี้มันเกิดขึ้นกับคุณ ให้จดไว้ด้วยว่าคุณทำอะไรอยู่ตอนที่ระบบพัง อันนี้จะช่วยบีบต้นตอของปัญหาที่อาจจะเป็นเหตุให้ระบบพังแคบลงได้
5 ขบวนการมนุษย์ไฟฟ้า
อุปกรณ์ที่รองรับ USB สามารถดึงไฟจากบัสมาใช้ได้ แต่ส่วนมากมันอยากได้ไฟจากเพาเวอร์ซัพพลายภายนอกมากกว่า Windows XP จะมีรายงานความผิดพลาดออกมาให้ในกรณีที่ระบบไฟมีไม่พอ แต่คุณก็สามารถตรวจสอบช่องเสียบ Root Hub ได้เองด้วย
6 ชิดในด้วยพี่
กับไดรเวอร์ USB บางตัว ตัวที่มันเก่าๆ น่ะ เรามีเรื่องสุดฮาของมันจะเล่าให้ฟัง เป็นเรื่องเกี่ยวกับลำดับของการติดตั้งฮาร์ดแวร์ มันทำเหมือนอยากจะให้คุณเสียบอุปกรณ์ USB ตัวใหม่เข้าไปเลยแล้วค่อยลงไดรเวอร์ แต่มันจะเป็นเรื่องที่รอบคอบมากทีเดียวที่คุณจะอ่านคู่มือแล้วก็เริ่มติด ตั้งไดรเวอร์ลงไปก่อนเสมอ จากนั้นค่อยเสียบอุปกรณ์ USB ของคุณเข้าไป
7 สปีดขึ้นอีก
ถ้าคุณอยากจะใช้อุปกรณ์ที่รองรับ USB 2.0 ซึ่งมันเอาเร็วมากๆ คุณจะต้องมีช่องต่อแล้วก็สายเคเบิลที่รองรับ USB 2.0 ด้วย ไม่อย่างนั้นมันก็จะใช้ความเร็วได้ไม่เต็มที่หรือถูกจำกัดอยู่ที่ความเร็ว ที่เป็นของ USB 1.1 เท่านั้น
8 งานฝีมือ
มันเป็นเรื่องของงานฝีมือ
เรื่องนี้มันเคยถูกพูดถึงมาแล้ว และมันก็จะถูกพูดถึงอีกครั้ง แต่เรื่องที่ถือเป็นก้าวสำคัญที่ Microsoft ได้ทำขึ้นมาก็คือ มันสนับสนุนให้ทุกๆ คนใช้ไดรเวอร์ที่ผ่านการรับรองจาก WHQL (อ่านว่า วิกเกิล) ซึ่งไดรเวอร์เหล่านี้เป็นไดรเวอร์ที่ถูกส่งไปที่ Windows Hardware Quality Labs ของ Microsoft และมันก็จะถูกทำให้ได้รับการยอมรับว่ามันมีความสเถียรพอ ไดรเวอร์อะไรก็ตามที่ติดตั้งด้วย Windows XP หรือมาจากอัพเดตไซต์นั้นจะผ่าน WHQL แล้ว ถ้าคุณมีปัญหากับอุปกรณ์เชื่อมต่อภายนอก เราอยากแนะนำว่าให้คุณลองติดตั้งไดรเวอร์ที่ได้รับการรับรองแล้วจาก WHQL ผ่านทางเว็บ Windows Update หรือจากเว็บไซต์ของผู้ผลิตเองก็ได้

9 แย่งกันเข้าไป
ถ้าคุณกำลังรับมืออยู่กับปัญหาการ แย่งทรัพยากรของอุปกรณ์ มันยังมีเทคนิคอื่นๆ อีกสองสามอย่างที่น่าจะลองดู อันที่ใช้ได้บ่อยที่สุดก็คือ การที่คุณปิดพอร์ตซึ่งอยู่ใน BIOS ของคอมพิวเตอร์ของคุณ ทั้งซีเรียลพอร์ตและพาราเรลพอร์ต ซึ่งมันจะปลดทรัพยากรทั้งหลายออกมาให้คุณใช้งานได้
10 มอมแมม
เลนส์ของหัวอ่านเลเซอร์ที่สกปรก สามารถทำให้เกิดปัญหาในการอ่านข้อมูล ขณะที่ชุดทำความสะอาดมาช่วยเราแก้ปัญหาตรงจุดนี้ได้ แต่ว่าปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากแผ่นที่เป็นรอย ลองซื้อ Manual CD Cleaner & Repairer ที่ www.maplin.co.uk มาใช้ดู
11 เสียงกระซิบจากความเงียบ
การดึงเสียงออกมาจากไดรฟ์ CD หรือ DVD ของคุณนั้น ทำได้สองวิธีคือ วิธีทั่วๆ ไปที่ใช้สายเคเบิลดึงข้อมูลแบบอะนาล็อกออกมาจากไดรฟ์แล้วส่งไปให้ซาวนด์ การ์ดของคุณทางช่องต่อ CD-IN ถ้าไม่มีเสียงอะไรออกมาแสดงว่ามันหาสายเคเบิลไม่เจอ อย่างไรก็ตาม ใน Device Manager คุณสามารถเลือกออพชั่นที่จะให้มันดึงข้อมูลออกมาในรูปแบบดิจิตอลได้ ซึ่งจะเป็นการดึงข้อมูลเสียงออกมาง่ายๆ ด้วยระบบดิจิตอล วิธีนี้จะช่วยมองหาสายเคเบิลให้คุณได้ในเบื้องต้น
12 นักเล่นแป้นพิมพ์
ถ้าเมาส์ของคุณไม่ทำงาน อย่าเพิ่งหมดหวัง ให้ใช้ปุ่ม [Tab], [Shift], [Alt] กับปุ่มลูกศรต่างๆ ในการเลื่อนไปมาบนหน้าจอ สำหรับการเปิดเมนูต่างๆ ให้กด [Alt] พร้อมกับตัวอักษรที่เป็นตัวเดียวกับที่ถูกขีดเส้นใต้ในเมนูบาร์ ใช้ปุ่มลูกศรในการเลื่อนไปมาบนเมนู ถ้าอยู่ในไดอะล็อกบ็อกซ์ ให้ใช้ [Tab] ในการเลื่อนไปมาของปุ่มต่างๆ โดยจะมีไฮไลต์เป็นตัวบอกตำแหน่ง แล้วกด [Enter] เมื่อถึงปุ่มที่ต้องการ
13 PS/2 งอน
มันก็ไม่ใช่ว่าจะเสียบแล้วเล่นได้ เลยไปซะทุกอย่าง คุณจะเสียบคีย์บอร์ดเข้าไปในขณะที่ Windows XP หรือ 2000 กำลังทำงานอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณไม่ได้ คุณจะต้องบูตเครื่องของคุณหลังจากที่คียบอร์ดมันถูกเสียบอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นมันจะใช้งานไม่ได้
14 อ่านให้ออก
ไม่บ่อยนักที่จะพบว่า CD ของเรานั้นมีหลากหลายรูปแบบ เพราะโดยปกติแล้วมันก็มีไม่กี่จำพวกหรอก อย่างไรก็ตามไดรฟ์ต่างๆ ก็สามารถจัดการกับทุกปัญหาทุกรูปแบบของการอ่านพวกมันได้ ในไดรฟ์ DVD รุ่นเก่าๆ ค่อนข้างที่จะรังเกียจฟอร์แมตใหม่ๆ อย่างเช่น DVD+R และ ดิสก์ RW เฟิร์มแวร์อัพเดตช่วยเราได้ในจุดนี้ โดยที่คุณจะต้องเขียนแผนที่ความเร็วต่ำๆ ซึ่งเราอยากแนะนำว่าอย่าไปซื้อของถูก ไม่มียี่ห้อ และไม่มีความเสถียรพอ
 DVD ไดรฟ์มันก็เหมือนกับคนเรานั้นแหละ ยิ่งแก่ก็ยิ่งดื้อ
15 พิมพ์มันออกมา
เครื่องพิมพ์อาจจะเป็นฮาร์ดแวร์ที่ โง่เง่าที่สุดบนโลกนี้ แถมยังวุ่นวายแล้วก็เรื่องมากอีกต่างหาก ความเชื่องช้า เสียงดังน่ารำคาญ แล้วก็ค่าใช้จ่ายในการใช้งานที่สูง เราไม่ต้องไปวุ่นวายกับเรื่องพวกนี้หรอก เราควรไปสนใจกับอะไรที่มันอาจจะทำงานผิดพลาดได้อย่างตัวเครื่องพิมพ์เอง ข้อมูลที่ใช้เชื่อมต่อ ไดรเวอร์ หรือ ระบบการพิมพ์ของ Windows ที่อยู่ใน Control Panel จะดีกว่า
16 จะลอยคอรอคอยไปทำไม
บางที Windows ก็ถือวิสาสะมาหยุดงานพิมพ์ของเราเอาดื้อๆ ตรวจสอบสถานะของมันจากไอคอนตัว print spooler ที่อยู่ใน System Tray เพื่อดูว่ามันทำงานไปถึงไหนแล้ว
17 ท่าเรือเล็กๆ ในพายุใหญ่
เครื่องพิมพ์ที่มี USB ติดมาด้วยสามารถสร้างพอร์ตเสมือนต่างๆ ของเครื่องพิมพ์ได้ ซึ่งพวกมันจะถูกกำหนดไว้ใน Printers Control Panel ที่อยู่ในแท็บ Ports ดูให้แน่ใจว่ามันกำหนดเอาไว้ถูกพอร์ต ไม่ว่าจะเป็นพอร์ตเสมือน พาราเรล หรือ USB ก็ตาม
18 เอาอย่างที่มันเป็นนั้นแหละ
ถ้าไม่มีกระดาษอะไรไหลออกมาที่ถาด ลองกระดาษ ให้ตรวจดูว่าเครื่องพิมพ์ที่ใช้อยู่นั้นมันถูกกำหนดให้เป็นค่าดีฟอลต์หรือ ไม่ ตรวจดูการกำหนดค่าได้ใน Printers Control Panel
19 หนูนรก
ถ้าพอร์ต PS/2 ของคุณอยู่ๆ ก็ลาโลกไปซะอย่างนั้น เมาส์ของคุณก็จะไร้ค่าไปในบัดดล ให้ใช้คีย์บอร์ดในการเข้าไปที่ Accessibility Control Panel แล้วก็เปิดโหมด MouseKeys ซะ ซึ่งมันจะทำให้คุณสามารถใช้ตัวเลขในคีย์แพดในการควบคุมเมาส์ของคุณแทนได้
ดูแลเจ้าเครื่องตัวน้อยๆ ไว้ เพราะขไม่ได้อยู่กับคุณตลอดไปหรอ
20 โลกคู่ขนาน
ปัญหาหลักอันหนึ่งที่คุณจะต้องรับมือ ในการใช้งานพาราเรลพอร์ตก็คือ การที่มันถูกปิดตัวใน BIOS หรือถูกกำหนดให้ทำงานช้าลง โดยปกติมักจะพบปัญหานี้ในการใช้งานอุปกรณ์ภายนอกต่างๆร่วมกัน ทางที่ดีที่สุดคุณควรกำหนดให้มันอยู่ในโหมด EPP โหมด ECP ก็มีความเร็วเท่ากันแต่ว่ามันจะต้องใช้ DMA channel เพิ่ม คุณยังสามารถตรวจสอบสถานะการทำงานของมันได้ใน Device Manager

ทิปจาก : http://technology.msnth2.com/article.asp?id=1824&art=product

5 วิธี หาความสุขบนเน็ต

5 วิธี หาความสุขบนเน็ต

Tip Computer     ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคอินเทอร์เน็ต พวกเราได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลินจากมัน เช่น ได้เล่นเกมออนไลน์ , ได้ chat กับคนแปลกหน้า , ได้ดูรูปโป๊แบบไม่จำกัด ,ได้หาแฟนใหม่ทางเน็ตวันละ 10 คน ฯลฯ
แต่มีผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านเตือนว่า การหมกมุ่นอยู่กับเน็ต ระวังอันตรายร้อยแปด ทั้งเสียการเรียน ทั้งเสียคน บางทีอาจจะถึงกับได้พบอันตรายที่คาดไม่ถึงอีกมากมาย ที่จริง ก็น่าเห็นใจน้อง ๆ นะ ... เพราะเรียนหนังสือเครียดจะตายไป เลิกเรียนแล้ว ก็น่าจะได้มีโอกาสผ่อนคลายความเครียดกันบ้าง คนจะหาความสุขจากเน็ตสักหน่อย ยังมาห้ามอีก อะไรทำนองนั้น
ทีนี้ตามหลักพุทธศาสนาท่านว่า ความสุขมีสองแบบ คือ แบบ เสพบริโภค (กามฉันทะ ) กับ แบบสร้างสรรค์ (ธรรมฉันทะ ) ความสุขแบบเสพบริโภคนั้น เป็นความสุขมีคุณน้อย มีโทษมาก ทำให้หลงเพลิดเพลินไม่เป็นอันทำการงาน มีแนวโน้มทำให้เกิดความรุนแรง เบียดเบียนกัน ร้อนรน กระวน กระวาย ไม่คุ้มค่ากับความสุขเพียงนิด ที่ต้องแลกกับความทุกข์ที่ตามมาเป็นพรวน ๆ
อย่ากระนั้นเลย budpage ขอลองเสนอวิธีหาความสุขอย่างสร้างสรรค์ (ธรรมฉันทะ) จากเน็ตสัก 5 วิธี มาแนะนำกัน แบบว่าให้ได้ทั้งสนุก และ ได้รับสาระไปด้วย ดังต่อไปนี้

1."ชื่นชมความงามธรรมชาติบนเน็ต"
เปิดเวบค้นหาภาพธรรมชาติ จำพวก ต้นไม้ ภูเขา วิวสวย ๆ ดวงจันทร์ หรือ ดอกไม้ ฯลฯ พอได้พบภาพที่ถูกใจ ให้คุณมองภาพนั้นด้วยความชื่นชมพร้อมทั้งกล่าวพรรณาความงามออกมา อาจจะเป็นคำพูดดี ๆ หรือ แต่งเป็นกลอน หรือแต่งเป็นเพลง ก็ได้ หากคุณลองทำดูแล้วคุณรู้สึกว่าจิตใจของคุณมีความแช่มชื่นเบิกบาน จนอยากออกไปพบเห็นธรรมชาติจริง ๆ ข้างนอก ละก้อ...แสดงว่าคุณได้ เข้าถึงความงามของธรรมชาติบ้างแล้ว

2. "พรรณาความงามของงานศิลปะ"
อันนี้ก็คล้าย ๆ กัน ให้ search ค้นหาภาพงานศิลปะต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในอินเทอร์เน็ต คัดเลือกภาพที่ถูกใจสักภาพ แล้วให้คุณ พรรณาความงามของงานศิลปะชิ้นนั้น โดยสมมุติตัวเองว่าเป็นศิลปินกำลังบรรยาย ให้ผู้ชมฟัง พรรณาเข้าไปเถอะ หรือจะใช้วิธีพิมพ์บรรยายลงในคอมพ์ก็ได้ ทำอย่างนี้สักประเดี๋ยวจิตใจของคุณก็จะเกิดความปีติสุข เพราะได้เข้าถึงความงามของศิลปะ

3.มีความสุขกับการเป็น"พหูสูต "
"พหูสูต" แปลง่าย ๆ ว่า"ผู้รอบรู้" คือ ไม่ว่าจะพบเห็นอะไร ก็จะมองเห็นเป็นความรู้ไปหมด สามารถ อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง
นิสัย"พหูสูต" นี่สามารถสร้างขึ้นมาได้ หากฝึกฝนเป็นประจำ ยิ่งสมัยนี้มีอินเทอร์เน็ตยิ่งง่ายใหญ่ วิธีง่าย ๆ เริ่มต้นด้วย ทุก ๆ วัน ก่อนจะเปิดเน็ตให้ลองเหลียวมองสิ่งต่างๆ รอบตัวคุณ แล้วตั้งคำถามกับตัวเอง "วันนี้เราอยากจะรู้เรื่องเกี่ยวกับอะไร" เมื่อเราได้พบสิ่งที่น่าสนใจแล้ว ก็ให้ค้นในอินเทอร์เน็ตว่าเราได้รับความรู้อะไรจากสิ่งนั้นบ้าง
ยกตัวอย่าง
เหลียวไปเหลียวมารอบ ๆ ตัว ก็พบว่าวันนี้ เราอยากจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับ "ปากกาลูกลื่น"ที่วางอยู่บนโต๊ะ เราก็พิมพ์ คำว่า"ปากกาลูกลื่น" หรือ ball-point pen ลงในเวบไซต์ประเภท search engine ( เช่น google.com ,siamguru.com ฯลฯ) จากนั้นก็ให้คัดเลือกหาอ่านเรื่องราวที่มีความรู้เกี่ยวกับ"ปากกาลูกลื่น" เก็บเกี่ยวสาระให้ได้มากที่สุด จนเราสามารถคุยเรื่องปากกาลูกลื่นได้เป็นชั่วโมง ๆ (แววพหูสูตเริ่มปรากฏ) วันต่อ ๆ มาก็ให้มองหาสิ่งอื่น รอบๆ ตัวเพื่อค้นหาความรู้อีก ลองตั้งเป้าไว้เลยว่า จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งของที่มีอยู่ในบ้านให้หมดทุกอย่าง หากใครทำได้ ถือว่าได้เป็นผู้รอบรู้คนหนึ่งในบ้านเลยทีเดียว

4 สารานุกรมภาพ
มาสะสม"ภาพความรู้"กันดีกว่า (รับรอง สนุกว่าสะสมรูปโป๊ ) กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ท้าทายมาก เพราะมีคนฉลาดๆเท่านั้นเองที่สามารถทำได้ วิธีการง่าย ๆ ก็คือให้ท่องเว็บไปเรื่อย ๆ ทีนี้เกิดไปเจอภาพอะไรที่เขามีคำอธิบายเกี่ยวกับภาพนั้น ๆ เราก็ลองอ่านดู ถ้าเรื่องราวน่าสนใจ อ่านแล้วเราเข้าใจ ประทับใจ ก็ให้ save ภาพนั้นเก็บไว้ในอัลบั้มภาพในเครื่องคอมพ์ของตนเอง ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนเรามีคลังภาพแห่งความรู้เก็บไว้มากมาย ( ทุกภาพก่อน save เราจะต้องอ่านเนื้อหาคำอธิบายจนเข้าใจภาพนั้นได้ดีก่อน ไม่ใช่ เก็บแต่ภาพแต่ไม่ยอมเก็บความรู้)
ยกตัวอย่าง
เปิดเวบไปเห็นภาพ"เหตุการณ์ 14 ตุลา" เราก็อ่านเรื่องราวบรรยายภาพนั้นจนเข้าใจ ว่าได้เกิดอะไรขึ้นในปี พ.ศ. 2516 จากนั้นให้save ภาพนั้นเก็บเอาไว้ หรือ ไปพบภาพ "super nova" (ดาวระเบิด) เราก็อ่านจนเข้าใจเนื้อหาสาระของภาพ แล้วก็เก็บภาพไว้

ทีนี้เวลาได้ภาพเก็บไว้ในอัลบั้มมากพอเพียงแล้ว เวลาว่าง ๆ ให้คุณลองจัดแสดงภาพแบบสไลด์โชว์ บรรยายให้เพื่อนฝูงฟัง รับรองว่าคุณจะกลายเป็นผู้ที่มีความรอบรู้ สามารถให้ความรู้และความสนุกสนานกับเพื่อน ๆ จนบรรดาเพื่อน ๆ จะต้องทึ่งในตัวคุณเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

5 "เก็บคำคม"
ในเว็บบอร์ดบนอินเทอร์เน็ตมีคำคม ๆ สำนวนดี ๆ มากมาย อ่าน ๆ แล้ว ให้เลือกสรรคำที่โดนใจ เอามาสะสมไว้ในไดอารี่ของเรา จะได้เก็บไว้อ่านประเทืองปัญญา จริงอยู่ในเว็บบอร์ดส่วนใหญ่อาจจะมีคำพูดที่ไม่เหมาะสมมากมาย เช่น คำหยาบ คำส่อเสียด ด่าว่า กระทบกระเทียบ แต่ในคำพูดเหล่านี้บางครั้งก็มีสาระสอดแทรกอยู่ เราสามารถเลือกสรรสิ่งที่ดีๆ คือ เลือกเฟ้นสิ่งที่ เป็นเนื้อหาสาระออกมา ( คุ้ยหาเพชรจากกองขยะ ) คุณทราบหรือไม่ว่าคำพูดของคนบางคน (แม้แต่คำพูดของคนที่สติไม่ดี ) บางครั้งจะให้แง่คิดดี ๆ ที่ช่วยปรับปรุงชีวิตของเราให้พัฒนาขึ้นมาได้ ลองดูสิ แล้วคุณจะรู้ว่าการสะสมข้อความดี ๆ มีสาระ มีความสนุกสนาน และมีคุณค่า ไม่น้อยกว่าการสะสมพระเครื่อง หรือ ตุ๊กตาโมเดลราคาแพง ๆ เสียอีก

ทิปจาก http://www.budpage.com/

วิธีกำจัดไวรัส Autorun

วิธีกำจัดไวรัส Autorun สำหรับผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกท่าน

ถ้าคุณเป็นผู้หนึ่งที่ใช้งานคอมพิวเตอร์และใช้ Flash Drive หรือ USB hard disk ในการโอนถ่ายข้อมูลระหว่างเครื่อง คุณทราบหรือไม่ว่าคุณกำลังเสี่ยงกับการติดไวรัสอย่างมาก โดยเฉพาะไวรัส AutoRun ซึ่งเป็นไวรัสที่ผมได้พบบ่อยมากๆ

Virus Autorun บน Flash Drive

อาการที่สังเกตุง่ายๆ เมื่อติดไวรัส AutoRun แล้ว นั่นคือ เราจะไม่สามารถเปิดไฟล์งานได้โดยตรง จะขึ้นคำว่า “Open with” และถ้าเราเข้าไปดูรายชื่อไฟล์ใน Flash Drive จะพบไฟล์ที่ชื่อว่า “Autorun.ini” ถ้าเครื่องคอมฯ ของคุณติดไวรัสนี้แล้ว แค่เพียงนำ Flash Drive ของคนอื่น มาเสียบก็จะทำให้ติดไวรัส AutoRun ได้ทันที

วิธีกำจัดไวรัส AutoRun


เพียงแค่ download และติดตั้งโปรแกรม CPE17?Autorun Killer ซึ่เป็นฟรีโปรแกรมที่สามารถหา download มาติดตั้งใน “Startup”?และสั่งให้รันทุกครั้งที่เปิด Windows โปรแกรมจะตรวจสอบการเสียบ Flash Drive อัตโนมัติ และจะทำกาำรลบไฟล์ Autorun รวมทั้งไฟล์ที่มีนามสกุล .EXE ใน root ของ Flash Drive
:: Download โปรแกรม CPE17 Autorun Killer?ขนาดไฟล์ประมาณ 52 KB
ทิปเพิ่มเติม
  • ห้ามทำการ copy โปรแกรมเก็บไว้ใน root directory ของ Flash Drive เพราะจะถูกลบอัตโนมัติ
  • ก่อนการใช้งาน Flash Drive ทุกครั้ง ควรทำการรัน scan virus ก่อนทุกครั้ง